นี่คือแก่นที่ชัดที่สุดจากทั้งสองบทความ และมันไม่ใช่เรื่องของ Elon Musk อย่างเดียว มันคือวิธีคิดที่โหดพอจะเปลี่ยนเกมธุรกิจได้จริง
ถ้าคุณทำงานหนักมาก แต่บริษัทไม่โต แปลว่าคุณกำลังแก้ปัญหาผิดจุด
ผมเคยเชื่อว่า ถ้าทีมขยันพอ เดี๋ยวผลลัพธ์ก็มาเอง
- เพิ่มคน
- เพิ่มประชุม
- เพิ่มโปรเจกต์
- เพิ่ม KPI
สุดท้ายทั้งองค์กรดูยุ่งมาก แต่ไม่มีอะไร “ทะลุ”
จนผมไปเจอวิธีคิดของ Elon Musk เรื่อง Limiting Factor
มันเรียบง่ายจนน่ากลัว
ในทุกช่วงเวลา จะมี “ข้อจำกัดหลักแค่หนึ่งอย่าง” ที่กำลังหยุดคุณอยู่
ถ้าคุณยังไม่แก้มัน ต่อให้ทำอย่างอื่นเพิ่ม 10 เท่า ก็ไม่ขยับ
ทำไม Musk ถึงหมกมุ่นกับคำว่า Bottleneck
ตอนแข่งกันเรื่อง AI คนทั่วไปพูดเรื่อง “โมเดลเก่งขึ้น”
แต่ Musk ไล่ดูเป็นชั้น ๆ แบบวิศวกร
- ชิปไม่พอ
- พอมีชิปแล้ว → ไฟไม่พอ
- ไฟไม่พอ → ต้องสร้างโรงไฟฟ้า
- โรงไฟฟ้า → ติดที่กังหัน
- กังหัน → ติดที่ “blades และ veins” ข้างใน
เขาไม่ได้คิดภาพใหญ่ลอย ๆ
เขามองไปที่ชิ้นส่วนเล็กที่สุดที่คุมทั้งระบบ
แล้วทุ่มทุกอย่างไปที่จุดนั้น
ไม่สนโปรเจกต์เท่ ๆ – ไม่สนไอเดียดี ๆ – ไม่สนของที่ “ก็ดีอยู่แล้ว”
ถ้าไม่ใช่คอขวด = ไม่แตะ
นี่คือวินัยที่องค์กรส่วนใหญ่ไม่มี
ปัญหาของผู้บริหารส่วนใหญ่
เราไม่ได้ขาดความสามารถ เราไม่ได้ขาดไอเดีย
เรา “ขาดความชัดเจนว่าปัญหาจริงอยู่ตรงไหน”
องค์กรส่วนใหญ่ทำ 3 อย่างผิดพร้อมกัน:
- แก้หลายอย่างพร้อมกัน
- สนใจเรื่องที่เสียงดังที่สุด
- ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกดี
แต่ Limiting Factor ไม่ได้สนความรู้สึก มันสนภาพรวมของระบบ
ถ้าทีมขายปิดการขายไม่ได้
ปัญหาอาจไม่ใช่ Sales Skill, อาจเป็น Pricing, อาจเป็นปัญหาเรื่องคุณภาพของลีดที่คุณได้มา
หรืออาจเป็นขั้นตอนอนุมัติที่ช้า
ถ้าคุณแก้ผิดจุด คุณก็กำลังเอาคนเก่งไปเผาเงินและเผาเวลาทิ้งไปเปล่าๆ
50% Deadline คือการบังคับให้เจอของจริง
อีกอย่างที่น่าสนใจมากคือ Musk ตั้ง deadline ที่มีโอกาสสำเร็จแค่ 50%
ฟังดูบ้าบิ่น
แต่เขาเข้าใจอย่างหนึ่ง:
งานจะขยายตามเวลาที่คุณให้มัน
ถ้าคุณให้ 6 เดือน มันจะใช้ 6 เดือน ถ้าคุณให้ 3 เดือน มันจะรีดของที่ “จำเป็นจริง” ออกมา
Deadline สั้นไม่ได้ทำให้ทีมเก่งขึ้น มันทำให้ทีม “เลือกสิ่งที่สำคัญจริง” เร็วขึ้น
และสิ่งที่สำคัญจริงก็คือ Limiting Factor นั่นเอง
โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความสนใจ” คือคอขวดใหม่
ทั้งสองบทความพูดถึง Flynn Effect reversal
IQ ลดลงหลังปี 2010
โฟกัสสั้นลง
สมองเต็มไปด้วย dopamine ราคาถูก
ถ้าเมื่อก่อนคอขวดคือแรงงาน ตอนนี้คอขวดคือ “ความสนใจ” หรือ Attention
AI กำลังเก่งขึ้นเรื่อย ๆ
แต่คนกำลังฟุ้งซ่านขึ้นเรื่อย ๆ
นี่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แปลกๆ ขึ้นมากมาย
- คนรวยเริ่มลดการใช้เทคโนโลยี
- คนมีอำนาจเริ่มกรองข้อมูลผ่านผู้ช่วย
- Focus กลายเป็นของหรู
ในโลกที่ AI ทำงานแทนเราได้ สิ่งที่ใครๆก็อยากได้ไม่ใช่ความรู้
แต่คือ “ความสามารถในการโฟกัสกับเรื่องที่ทำอยู่”
ไอเดียเรื่องถ้าคุณมีเงินไม่จำกัด กับภาพสะท้อนของธุรกิจคุณ
แนวคิดหุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์ มันไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี
มันคือจุดที่ “ข้อจำกัดหายไป”
ธุรกิจคุณก็มี จุดเอ๊ะ อะไรแบบนั้นเหมือนกัน
- ถ้าคุณปิดการขายได้โดยไม่ต้องเพิ่มคน
- ถ้าคุณ onboard ลูกค้าโดยไม่ต้องเพิ่ม HR
- ถ้าระบบทำงานแทนคนได้ 70%
นั่นคือคุณกำลังลบข้อจำกัดออกจากสมการ
คำถามคือ
คุณกำลังทุ่มทรัพยากรไปที่ glitch นั้น
หรือกำลังวุ่นกับงานรอบข้างที่ไม่ได้ขยับแกนหลักเลย
บทเรียนที่โหดแต่จริง
องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะไอเดียไม่ดี
แต่ล้มเหลวเพราะพลังถูกกระจาย
Musk ไม่ได้ฉลาดเพราะคิดใหญ่
แต่เพราะเขาโฟกัสเล็กมาก
เล็กจนถึงระดับเส้นเลือดฝอยเลยล่ะคุณ
แล้วคุณล่ะ
วันนี้ “คอขวดจริง” ของธุรกิจคุณคืออะไร
และคุณกล้าพอจะหยุดทุกอย่างที่ไม่ใช่มันไหม?
