Productivity ของทีมขายไม่ได้วัดจากความขยัน แต่วัดจาก “การใช้เวลา”

“ทีมขายเราทำงานหนักนะ เห็นวิ่งทั้งวัน”

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นข้อแก้ตัวให้ทีม แต่ในความเป็นจริงมันสะท้อนความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกในหลายองค์กร นั่นคือการเชื่อว่า “ความขยัน” เท่ากับ “Productivity” ทั้งที่สองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย โดยเฉพาะในงาน Field Sales ที่ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดไม่ใช่แรงกาย แต่คือ “เวลา”

ทีมขายภาคสนามทุกคนมีเวลาเท่ากันในหนึ่งวัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันอย่างมาก บางคนทำยอดได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องเร่ง บางคนเหนื่อยทั้งวันแต่ยอดไม่ขยับ ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่วิธีใช้เวลาในแต่ละวันต่างหาก

เมื่อองค์กรเริ่มใช้ Field Sales KPI Dashboard และมอง Productivity อย่างเป็นระบบ ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือ พนักงานขายจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จริง เช่น การเดินทางที่ยาวเกินจำเป็น การวิ่งเส้นทางซ้ำซ้อน การเข้าพบลูกค้าที่ไม่มีศักยภาพ หรือการรอคอยโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้วันทำงานเต็มไปด้วยกิจกรรม แต่ผลลัพธ์กลับต่ำกว่าที่ควรเป็น

KPI อย่าง Calls per Day หรือจำนวนการเข้าพบต่อวัน มักเป็นตัวแรกที่เผยให้เห็นปัญหานี้ ทีมขายอาจทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่จำนวนครั้งที่ได้เข้าพบลูกค้าจริงกลับต่ำกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ นี่ไม่ใช่สัญญาณของความขี้เกียจ แต่เป็นสัญญาณว่าระบบการใช้เวลากำลังมีปัญหา

เมื่อเจาะลึกลงไปอีก KPI อย่าง Effective Calls Rate จะเริ่มเล่าเรื่องที่ชัดขึ้น การเข้าพบจำนวนมากไม่ได้แปลว่ามีคุณภาพ หากการเข้าพบนั้นไม่ก่อให้เกิดออเดอร์ ไม่แก้ปัญหาให้ลูกค้า และไม่สร้างโอกาสขายต่อ การใช้เวลาเหล่านั้นก็ถือว่าสูญเปล่าในเชิงธุรกิจ ทีมขายอาจรู้สึกว่า “ทำเต็มที่แล้ว” แต่ระบบกลับเห็นชัดว่าเวลาจำนวนมากไม่ได้ถูกแปลงเป็นผลลัพธ์

ปัญหานี้มักรุนแรงขึ้นเมื่อ Route Efficiency ต่ำ เส้นทางการเดินทางที่ไม่เหมาะสมทำให้เวลาจำนวนมากถูกใช้ไปบนถนน แทนที่จะถูกใช้กับลูกค้า การขับรถอ้อม การย้อนเส้นทาง หรือการจัดลำดับร้านที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ ทำให้วันทำงานถูกแบ่งออกเป็นช่วงสั้น ๆ ที่ไม่ต่อเนื่อง พนักงานขายจึงไม่สามารถโฟกัสกับลูกค้ารายใดรายหนึ่งได้อย่างเต็มที่

ในหลายองค์กร ผู้บริหารเห็นทีมขาย “ยุ่งตลอดเวลา” จึงเข้าใจว่าทีมทำงานมี Productivity สูง ทั้งที่ความจริงคือเวลาถูกใช้ไปกับกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่า Dashboard ที่เชื่อม KPI ด้าน Productivity เข้าด้วยกันจะทำให้ภาพนี้ชัดเจนทันที เมื่อ Calls per Day ต่ำ Effective Calls ต่ำ และ Route Efficiency ต่ำพร้อมกัน นั่นคือสัญญาณว่าทีมกำลังใช้เวลาผิดวิธี ไม่ใช่ทำงานไม่หนักพอ

ความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือการคิดว่า Productivity จะดีขึ้นได้ด้วยการกดดันให้ทีมขายทำงานมากขึ้น ออกเช้า กลับดึก หรือเพิ่มจำนวนร้านในแผน ทั้งที่จริงแล้ว การเพิ่มภาระโดยไม่ปรับโครงสร้างเวลา มักทำให้ Productivity แย่ลง เพราะทีมขายเหนื่อยล้า สมาธิลดลง และคุณภาพการเข้าพบตกต่ำ การแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเพิ่มชั่วโมงทำงาน แต่เป็นการออกแบบวันทำงานใหม่ให้เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้กับลูกค้าที่เหมาะสม ในเส้นทางที่เหมาะสม และด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน

องค์กรที่เริ่มจัดการ Productivity ได้ดีมักเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า เวลาเป็นทรัพยากรจำกัด และต้องถูกจัดสรรอย่างมีกลยุทธ์ ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานขายตัดสินใจเองทั้งหมด Field Sales KPI Dashboard ช่วยให้ผู้บริหารเห็นว่าพนักงานขายแต่ละคนใช้เวลาไปกับอะไร และกิจกรรมใดสร้างผลลัพธ์จริง กิจกรรมใดควรถูกตัดทิ้งหรือปรับปรุง

เมื่อ KPI ด้าน Productivity ถูกนำมาใช้ร่วมกับ KPI ด้าน Sales Performance และ Customer Coverage การตัดสินใจจะคมขึ้นมาก ผู้บริหารจะไม่ถามว่า “ทำไมถึงเหนื่อยแล้วยังไม่ถึงเป้า” แต่จะถามว่า “เวลาในหนึ่งวันถูกใช้ไปกับสิ่งที่ควรหรือไม่” คำถามนี้เปลี่ยนบทสนทนาทั้งหมดจากการโทษคน เป็นการแก้ระบบ

ท้ายที่สุด Productivity ของทีมขายไม่เคยเกี่ยวกับความขยันเพียงอย่างเดียว แต่มันคือผลลัพธ์ของการออกแบบการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมขายที่เก่งไม่จำเป็นต้องวิ่งมากกว่าใคร แต่ต้องใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนิดให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด และ Field Sales KPI Dashboard คือเครื่องมือที่ทำให้ความจริงข้อนี้ปรากฏชัด จนองค์กรไม่สามารถหลอกตัวเองด้วยคำว่า “ทีมเราขยัน” ได้อีกต่อไป

Scroll to Top